Hits: 68

…ทุ่งนาแดนนี้ ไม่มี …. ความหมาย …  เหลือเพียง กลิ่นโคลนสาบควาย เห็นซาก คันไถแล้วเศร้า เห็นนาที่ร้าง นั้นมีแต่ฟาง แทนรวงข้าว เห็นเคียวที่เกี่ยว เหน็บติดเสา เล่นเอาใจเรา สะท้อน 

…หากไปยืนยังที่แห่งนี้ จิ๊กโก๋ยุค  80 – 90 ยังไง เพลงนี้ ก็ต้องมา

…ว่ากันว่า สิ่งที่ยากที่สุดสิ่งหนึ่ง ในการเอาชนะ คือการชนะใจตัวเอง 💪 
…ก็พอเข้าใจได้ว่า การบังคับ ข่มใจตัวเอง ให้ทำในบางสิ่ง มันไม่ง่ายเลย
…แต่เมื่อมาอยู่แม่ฮ่องสอน ดินแดนสามหมอก หมอกสามฤดู ผมได้พบ อีกหนึ่งความยากลำบาก

…มันคือ การเอาชนะ เตียงกระชากวิญญาณ ในหน้าหนาว

…ใครมีโพยในใจว่า จังหวัดไหนอากาศดีที่สุด (ยกมาทั้งจังหวัดนะ ไม่ใช่ส่วนใดส่วนหนึ่ง)
…หลังจากอยู่ที่นี่มาครบทุกฤดู ผมขอส่ง แม่ฮ่องสอนแดนไพร เข้าประกวด

…( เอิ่ม ให้ละเว้น เทศกาล PM2.5 ไว้ช่วงนึงแล้วกัน เพราะยามเผา ที่นี่ก็มือหนักไม่แพ้ใครเหมือนกัน อิอิ)
…ยิ่งเป็นช่วงหน้าหนาวด้วยแล้ว อุณหภูมิที่นี่ ช่วยชาติประหยัดน้ำอาบได้ดีมาก
…หลายครั้งที่ปฏิญาณตนในวันหยุดหน้าหนาวว่า จะตื่นก่อนดวงอาทิตย์ตอกบัตรเข้างาน เพื่อจะควบอาชาสองล้อ ไปเสพย์บรรยากาศตอนเช้ามืด พร้อมเย้ยตะวันว่า วันนี้ฉันมาก่อนนะ โดยแนบรูปถ่าย หลักฐานตอนเจ้าพลังงานแห่งจักรวาลค่อย ๆ โผล่มาทักทายในตอนเช้า

ซูตองเป้

…แต่ก็หลายครั้งที่ทำได้แค่คิด จิตพร้อม แต่กายไม่พร้อม ยอมพลีกายถวายให้กับที่นอน จนสุดท้าย ก็พ่ายแพ้ให้กับเตียงกระชากวิญญาณ แบบราบคาบ

…แต่ก็ช่างมัน เพราะที่ๆ ผมจะพาไปในวันนี้ สามารถไปตอนไหนก็ได้ ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไป เพราะที่นี่มันคือที่สุดอย่างหนึ่ง ของเมืองสามหมอกแห่งนี้ กับสะพานไม้ไผ่ที่ยาวที่สุดในประเทศ ที่นี่ …ซูตองเป้

…กลิ่นของอารยธรรม วัฒนธรรม หรืออะไรก็ตาม แล้วแต่จะเรียกกัน มันสะท้อนถึงการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ ลอยสกิดใจ ในครั้งแรกที่มีโอกาสได้มาเยือน
…ครั้งแรกของการเช็คอินที่นี่ของผม มาพร้อมกับบรรยากาศแห่งความชุ่มชื่น เพราะขับมอไซค์เล่นน้ำฝน ในใจก็พลันบ่น ไกด์หนุ่มเสียงเหน่อจากภาคกลาง ที่หลงสเน่ห์แม่ฮ่องสอนเข้าอย่างจังว่า เอ็งรับน้องได้ประทับใจมาก พากูมาขับมอไซค์ ให้ฝนหล่นใส่เล่น เพลื่ออออออ……….

…แต่ทุกอย่างเงียบไป พร้อมกับความตื่นตาตื่นใจ กับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเข้ามาแทน

ซูตองเป้ …เข้าสู่โหมดข้อมูลกันซักหน่อย
…ซูตองเป้ เป็นภาษาไทใหญ่ (เป็น 1 ในหลายชาติพันธุ์ ของชาวแม่ฮ่องสอน) ที่มีความหมายว่า สำเร็จ เป็นสะพานซึ่งมีที่มาจากความศรัทธา การร่วมแรงร่วมใจของคนในพื้นที่ กับพระภิกษุสงฆ์ ที่ช่วยกันสานไม่ไผ่เป็นสะพานทอดยาวผ่านทุ่งนา

…ซึ่งใครที่มาเที่ยวที่นี่ หากอธิษฐานขออะไร มักจะประสบความสำเร็จ (อย่าลืม ทำควบคู่ไปกับความพยายามด้วยนะจ๊ะ ไม่งั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ช่วยยากอยู่นะ  )

…ว่ากันว่า เจ้าของที่นา อุทิศที่นาส่วนตัว เพื่อเป็นกุศล ให้ชาวบ้านและภิกษุร่วมกันสร้าง ทางสายบุญ เพราะสะพานไม้ไผ่นี้ จะทอดยาวเป็นทางเดินขึ้นไปยังสวนปฏิบัติธรรม ธรรมภูสมะ กุศลโบายไปสู่เส้นทางบุญ

…ด้วยความที่ไม่ไกลมาก จากในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ผมจึงมาที่นี่เมื่อไหร่ก็ได้ เพราะสถาปนาตัวเองเป็นคนเหนือเสียแล้ว แต่หากว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่ไกด์เฉพาะกิจ บอกลูกไกด์เลยว่า ที่นี่  ห้ามพลาด

…เส้นทางไปยังซูตองเป้ จากตัวเมือง ต้องบอกว่า เป็นเส้นทางสายบุญ (บุญขนาดไหนแล้ว สำหรับสายเมารถ) เพราะใกล้กับตัวเมือง ประมาณ 10 กิโล เพียงเมื่อคุณกำลังจะพ่นสสารที่เพิ่งกลืนเข้าไป เพราะเมาโค้ง ปรากฏว่า อ้าวววว ถึงแล้ววววว เย้….
…เส้นทางไปยังซูตองเป้ จะมีด้วยกัน 2 ทาง คือ บนหรือล่าง

ซูตองเป้-สะพานไม้ไผ่…หากมาจากด้านล่าง คุณจะได้เดินผ่านสะพานไม้ไผ่ ที่ทอดตัวผ่านทุ่งนา สีเขียวหรือทองแล้วแต่ตามช่วงที่ต้นข้าวจะโชว์ของ กว่า 600 เมตร  เพื่อเดินต่อไปยังสวนธรรมภูสมะ ซึ่งอยู่อีกฝั่ง ด้านบน

…บอกได้เลยว่า ได้เหงื่อเอาเรื่องอยู่

…หากมาจากทางด้านล่าง การจะเดินขึ้นไปยังสวนธรรมภูสนะ ไม่ใช่จะไปถึงกันได้ง่าย ๆ ภายในเวลาอันรวดเร็ว เพราะคุณจะต้องเอาชนะ บททดสอบ ที่จะเหนี่ยวรั้ง กระชากไม่ให้คุณไปถึงสวนธรรมง่ายๆ บททดสอบที่ว่าก็คือ วิวเหล่านี้

…ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกับ กิเลส หรือตัณหา มันเกี่ยวกับว่า คุณมีท่าเยอะแค่ไหน หากคุณเจอกับ ทุ่งเรื่องทองของเรานี้มีคุณค่า มนต์รักลูกทุ่งบ้านนา เสียงแว่ว แผ่วดัง กังวาลลลลลลล แบบนี้

 

 

…ส่วนของสะพานไม่ไผ่ ก็มีความแข็งแรงแบบไว้ใจได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะชำรุด ด้วยมันคือซิกเนเจอร์ของคนในพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่า ได้รับการดูแลอย่างดี รวมไปถึง การปรับปรุง ให้สามารถรองรับ การเหยียบย่ำสู่ทางบุญของนักท่องเที่ยว ที่หลั่งไหลกันมาในช่วงเทศกาลข้าวอวดของ จึงหายห่วงเรื่องการรับน้ำหนัก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะจัดกรีฑา ประเภท 4 x100 กันบนตัวสะพานเช่นกัน

…หากมาทางด้านบน ก็จะเข้าทางสวนธรรมภูสมะเลย แล้วจะเห็นวิวด้านล่าง นี่แหละ สวรรค์แห่งท้องนาที่แท้จริง

… เราสามารถเดินทอดน่องไปยังสะพานด้านล่าง ผ่านทุ่งนาได้เช่นกัน โดยหากต้องการมาทางนี้จากในเมือง จะต้องผ่านทางไป ปางอุ๋ง เช่นเดียวกัน

…ที่นี่เขาจะเริ่มลงกล้า ปลูกข้าวกันประมาณช่วงต้นฝน คือ มิถุนา, กรกฎา หรือช่วงเข้าพรรษา ซึ่งขอแนะนำว่า หากจะมาท่องเที่ยวที่แม่ฮ่องสอน และอยากได้ วิวท้องทุ่งเขียวขจีสุดลูกหูลูกตาของที่นี่ ให้มาซักประมาณ สิงหาเป็นต้นไป เพราะอย่างที่บอกว่า จะได้เจอกับ พัฒนาการของต้นข้าว ที่จะค่อย ๆ เปลี่ยนสีไปตามช่วงเวลา จากเขียว >> เหลือง แบบจัดเต็มท้องทุ่ง มีฉากหลังเป็นภูเขาแถมให้อีก เอ้าาาาาาาาา

…และในช่วงของเข้าพรรษา จะมีพระมาเดินบิณฑบาต บนสะพานไม้ไผ่แห่งนี้ ให้ชาวพุทธได้ตักบาตรกัน ในตอนเช้า ซึ่งปีนึงก็จะมีเพียงช่วงเดียว หากต้องการความคลาสสิคแบบบ้านนาจ๋า ต้องมาในช่วงนี้เลย

…ในบางช่วงเทศกาลก็จะมีแสงสีไฟในยามค่ำคืน ให้ได้ทอดน่องบรรเทิงใจกัน ประมาณนี้


…  ต้องบอกว่า นี่คือ อีกมนต์สเน่ห์หนึ่ง ที่หากคุณมีโอกาสได้มาที่แม่ฮ่องสอนแล้ว ก็จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมาเช็คอินยังที่นี่ให้ได้ เพราะถือว่าเป็นหนึ่งใน ไฮไลท์ของแดนไพรที่นี่เลย ก็ขอปิดทริปของ ซูตองเป้ มนต์สเน่ห์สะพานไม้ไผ่ สะพานแห่งวัฒนธรรม ของชาวแม่ฮ่องสอนไว้เพียงเท่านี้ครับ บ๊ายบายยยยยยย

No responses yet

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *