Hits: 127

👨 ชายอกสามศอก  กับดอก( ทุ่งบัวตอง )ที่เต็มทิวเขา 🌻🌼

ฟังดูยังงั๊ยยังไงก็ไม่แมตช์กันเท่าไหร่

  • ผมจินตนาการไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าตัวเองจะมีความพิศมัยอะไรกับดอกไม้ เนื่องด้วยคิดอยู่เสมอว่า มันเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนหวาน เฉิดฉาย และสวยงามในแบบฉบับของผู้หญิง
  • นั่นคือความคิดก่อนหน้าที่ชีวิตในวัยหนุ่มห้าวจัดปลัดบอก จะมีโอกาสได้ไปสัมผัสกับสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นทุ่งดอกไม้จริง ๆ
    อย่างดอยตุง ที่เชียงราย 🌸🍁🌺🌹………..
  • เหมือนแกะผ้าที่ผูกตา เหมือนเอาสำลีที่อุดหู เหมือนเอาตะกร้อที่ครอบปาก (อาจจะไม่เกี่ยวละ) ออกในตอนนั้น สติที่ถูกดึงออกมายามที่ได้สัมผัสกับกับของจริงที่เราคิดว่าไม่ใช่มาตลอด ได้ถูกโยนทิ้งลงถังความคิดในตอนนั้น ว่า
  • อย่าประมาทกับความสวยของหญิงสาว  👩
  • เดี๋ยว ๆ ๆ ! !! ผมกำลังจะเขียนเกี่ยวกับทุ่งดอกไม้ไม่ใช่เหรอ 🌄  เอาใหม่ ๆ

อย่าประมาทกับความงามของดอกไม้ 🌺

ผมเข้าใจในตอนนั้ทันทีว่า ตัวเองไม่แกร่งพอเอาชนะความงามของธรรมชาติได้ เลยปฏิญานกับดอกไม้ ณ ดอยตุงในวันนั้นว่า จะไม่ขอสบประมาทและปฏิเสธใด ๆ อีกหากว่าตัวเองจะต้องไปยังแหล่งชุมนุมของดอกไม้นานาพรรณ 🌺🌻🌼🌸🌷🌹

หลังจากที่ได้เข้ามาใช้ชีวิตยังดินแดนลับแล 🌄อย่างแม่ฮ่องสอน ผมได้ตระเวรปักหมุดไปยังที่ต่าง ๆ ในแบบฉบับคนใจง่าย คือไม่ว่าใครบอกหรือหลอกไปไหนก็ไปหมด ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะขาอยู่ไม่นิ่งอย่างผม ถือว่าเข้าทางอยู่แล้ว

จากคำว่าโอกาสในการไป ถูกเปลี่ยนเป็นธรรมเนียมส่วนตัวในทุกๆ ปีว่า ผมจะต้องไปเช็คอินที่นี่่ เช่นเดียวกับคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวผู้ที่หมายปองว่าจะต้องมาให้ได้ในสักครั้งนึงกับทั้งดอยที่ถูกระบายสีด้วยดอกไม้สีเหลืองกับที่นี่………..

ณ ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน วัดความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ 1,600 เมตร โดยช่วงที่เหมาะแก่การมาปักป้ายถ่ายแชะกันจะอยู่ในช่วงต้น ถึงกลาง ๆ เดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งดอยจะถูกฉาบไปด้วยสีเหลือง ว่ากันว่า ณ พิกัดแห่งนี้ คือแหล่งบัวตองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แล้วจะพลาดได้ไงหากคุณเป็นคนชอบดอกไม้ 🌻🌼 เพราะที่นี่เล่นออกดอกแข่งกันในระดับทุกตารางมิลลิเมตรเลยกันทั้งดอยเลยทีเดียว

หลังจากที่เกิดการโอ้อวด เบ่งบาน ข่มเหงด้านภาพถ่ายจากทริปดอยพุยโคที่ผ่านมา ทำให้ผมโดนคาดโทษจากผู้ที่พลาดทริปดังกล่าวไว้ว่า ต้องผูกเชือกเขาติดกับล้อรถไปกางเต๊นท์กันยังมุม ๆ นึง ณ ดอยแม่อูคอด้วย เพื่อไปขอร่วมเป็นสักขีพยานการเบ่งบานในรอบปีของมินิทานตะวัน (ผมได้ยินคนที่นี่เขาแซวกันแบบนี้) และแน่นอน งานนี้ มีเพื่อนร่วมทริปกันหนาแน่น ด้วยความที่ ที่นี่จะเช็คอินปีละครั้งเท่านั้น เลยต้องวางแผนและเคลียปฏิทินชีวิตให้ดี หากพลาดแล้ว ความเล่นตัวของดอกบัวตองมันบอกว่า ต้องรอปีถัดไปนะคร้าาา

สิ่งนึงที่ต้องทำใจให้ได้เลยจากที่บิ๊วต์มาแต่แรกว่า นี่คือที่สุดของบัวตองแล้ว และมันจะมีปีละครั้ง คนที่หลั่งไหลเข้ามายังดอยแม่อูคออยู่ในระดับ มหกรรมเลยทีเดียว

การเดินไปยังดอยแม่อูคอ ออกจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอน วิ่งตามเส้นทางหลักสาย 108 ไปทางอำเภอขุนยวม แล้วจะมีป้ายทางเข้า เส้น 1263 ก่อนถึงอย่างชัดเจน

โดยก่อนถึงตัวอำเภอประมาณ 3 กิโลเมตร จะพบทางแยกซ้ายมือ และมีป้ายกำกับว่า ทางนี้แหละ มีดอกบัวตองรอเราอยู่ถึงกว่า 1,000 ไร่

รอไร ไปเล๊ยยยยยยย

เส้นทางที่ไปยังดอยแม่อูคอไม่ได้มีความฮาร์ดคอร์แต่อย่างใด เป็นถนนลาดยางตลอดเส้นทาง มีเพียงแค่โค้งกับเนินชันเล็กน้อยถึงปานกลาง เรียกได้ว่ารถทุกประเภทสามารถเดินทางไปได้สบายมาก แต่สิ่งที่ต้องกังวลคือ ความหนาแน่นของจำนวนรถมากกว่า ซึ่งในบางช่วง เช่นช่วงขับขึ้นดอย เรื่องของรถวิ่งสวนกันไปมาระหว่างกัน การจอดติดค้างระหว่างดอยชัน ๆ และแน่นอน หากถูกหวยจังเบอร์ คุณจะได้ที่ผูกอาชาไกลพอสมควร (ผมแนะนำว่าควรจะเดินทางมาตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ เพราะนอกจากจะได้ดูฟ้าแรกแย้มของที่นี่แล้ว คุณจะไม่ต้องหักเหลี่ยมชิงไหวชิงพริบหาที่จอดรถกัน )

ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการจราจร พอเป็นพิธี แต่ก็อย่าไปคาดหวังอะไรมาก หากเทียบกับจำนวนผู้ที่หลั่งไหลเข้าไปท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลหากอยากชมวิวดีๆก็ต้องแลกกันหน่อยนะจ๊ะ

ในส่วนของผมเองก็เดินทางกันด้วยอาชาคู่ใจไปกับแก๊งค์ประจำบ้าน โดยกระบะหลังจะเป็นสเบียง ที่นอน สรรพาวุธด้านความบันเทิงในยามค่ำคืน โดยมีทีมงานสายสองล้อที่ช่ำชองเส้นทางและมากันเป็นประจำอยู่แล้วในทุกๆปี นำขบวนกันไป โดยเราเดินทางกันไปในช่วงเที่ยงของวันเสาร์ และจะไปจองที่นอนกลางดินกินกลางทรายที่นั่นกันคืนนึง เพื่อให้ครบบรรยากาศ เช้าเที่ยงเย็น ค่ำมืดและย่ำรุ่ง

และจุดหนึ่งที่บังคับให้คุณต้องหยุดหมุนล้อชั่วคราวคือ ช่วงก่อนที่จะถึงดอยประมาณ 3 กิโลเมตร จะเป็นแหล่งชอปปิ้งตามสภาพของที่นี่ คือมีร้านค้าขายของ ร้านอาหาร และที่ผมกดไลค์ให้เลยคือ ผักดอยตามฤดูกาลที่คนท้องถิ่นขนกันมาจากด้านหลังที่เป็นไร่ปลูกกันเห็น ๆ

ยั่วยวนให้กับสายเฮลตี้ รักสุขภาพทั้งหลาย ได้กระตุกกระเป๋าเงิน ทั้งในเรื่องของคุณภาพและราคา แม้ว่าจะไม่ได้อยากซื้อแต่ก็ต้องซื้อเพื่อรักษาสิทธิของตัวเอง เพราะมันไม่ได้แพงแต่อย่างใด

ปลูกกันต่อหน้า ขนกันข้างหลังเห็น ๆ เลยทีเดียว

(คนนี้ไม่ได้เก็บ แค่ไปเกี่ยวรูปมาเฉย ๆ อิอิ)

เมื่อไปถึงยังจุดกางเต๊นท์ ก็ต้องถอนหายใจเล็กน้อย เพราะเหมือนเรามาช้ากันไปนี้สสสสนึง เนื่องจาก พื้นที่ที่เล็งไว้ ได้ถูกจับจองไปด้วยผู้ที่ไวกว่าไปเป็นที่เรียบร้อย โดยเหล่าคนเปลี่ยนที่นอนจะกางเต็นท์ยังจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นลานกว้าง ๆ หรือแม้แต่ริมข้างถนน ต่างก็มีคนมาจับจองกัน ก็อย่างที่บอกไปว่า นี่คือ ปีนึงครั้งเดียว นักท่องเที่ยวจึงมีทั้งในและนอกพื้นที่หลั่งไหลกันมา จึงต้องวางแผนการเดินทาง กะช่วงเวลาที่จะมาเยือนกันให้ดี ๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในบริเวณใกล้เคียง ก็พอจะมีจุดบริการที่พัก ทั้งในรูปแบบของหลัง ขนำ เพิง หรือแบบเต๊นท์กางสำเร็จรูป ให้บริการตามจุดต่างๆ อันนี้ถือว่าลดภาระสำหรับนักท่องเที่ยวขาจรได้ดีทีเดียว เพราะจ่ายแล้วจบ ไม่ต้องพก ไม่ต้องแบกหาม

แต่ก็ต้องลองสอบถามหรือหาข้อมูลดู เพราะตอนที่ผมไปถามเล่น ๆ ก็ได้ความว่า ส่วนใหญ่ก็จะโดนจับจองโดยผู้ที่ไวกว่า (เช่นกัน)

สำรวจพื้นที่กันจนค้นพบ เราก็ได้จับจองยังจุดที่เป็นลานกว้างห่างออกไปจากจุดชมบัวตอง ประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งไม่ใช่ปัญหา เพราะเรามีทั้ง 2 และ 4 ล้อ ในการอำนวยความสะดวกสำหรับทริปนี้

     เมื่อได้พิกัดแล้วก็จัดแจงกางเต๊นท์กันแบบบ้านใครบ้านมัน โดยในบริเวณรอบ ๆ นอกจากพวกเราแล้วก็มีนักท่องเที่ยว ทั้งคนในท้องที่และมาจากถิ่นอื่นกัน เรียกได้ว่า ค่ำคืนนี้ไม่มีเหงา อยู่ที่เราจะนอนได้ไหม เพราะแต่ละแคมป์เตรียมของกันมาแบบ ให้เต๊นท์เป็นแค่เครื่องประดับเท่านั้น

ส่วนเดอะแก๊งค์ประจำบ้าน ก็อัดสเบียงใส่ท้องกันหน่อย พอได้คึกคักกันในยามค่ำคืน อากาศยังค่อนข้างร้อนกันอยู่ในตอนบ่ายแก่ ๆ แต่ความสดชื่น…มาเต็ม

 และแล้วตามธรรมเนียมของดอย ที่จะได้ชมโชว์ปล่อยของในยามดวงอาทิตย์ตก ต่างก็แยกย้ายกันไปมุมใครมุมมัน ตามแต่ใจต้องการ เพื่อได้เซทดวงอาทิตย์ตกที่สวยงาม ต้องบอกว่า แต่ละคนไม่น้อยหน้ากันเลยทีเดียว

ส่วนผมและแก๊งค์ประจำบ้าน แวนซ์ซ์ซ์ซ์ เท่านั้น เพื่อสูดอากาศที่เริ่มหนาวแล้วเท่านั้น

สำหรับอากาศในยามเย็นถือว่ากำลังดี หนาวเพียงเล็กน้อยโดยไม่ต้องใช้เครื่องแบบเสริมแต่ประการใด (อันนี้ก็แล้วแต่จังหวะของแต่ละปีด้วย เพราะปีก่อนหน้านั้น ช่วงเวลาเดียวกัน ผมจับได้ที่ 12 องศา) และความคึกคักก็เริ่มมาเยือนกันแล้ว เพราะสายแคมปิ้งได้งัดและปล่อยของกันมาตามที่ได้เตรียมกัน รวมถึงทีมงานของผมเองด้วย เรียกได้ว่างานนี้ ใครนอน อ่อนแอ อิอิ

ได้เวลาเริงร่าในยามค่ำคืน พอตกดึก อากาศที่นี่จะเย็นลงในระดับ เอาน้ำในตู้เย็นมาอาบยังอุ่นกว่า แต่ก็เป็นบรรยากาศที่เราถวิลหาอยู่แล้วสำหรับแคมปิ้ง

ส่วนเสบียง ด้วยสภาพการเดินทางที่ไม่ลำบาก ไม่ต้องใช้แรงงานในการแบกหามขึ้นไป ทำให้เราสามารถที่จะเนรมิตรได้ว่าต้องการเมนูอะไรไป ซึ่งในบรรยากาศแบบนี้ต้องได้ซดซุปร้อนๆ ซู๊ดดดดดดดด เท่านั้น

จัดไป อยากกิน ตีนนนนนนนนนก่ายยยยยยยยยย  🐔

ของดีไม่มีเหลือ ด้วยความหนาว ทำให้จากซุป กลายสภาพเป็นเยลลี ในเวลาตกดึก บ่งบอกได้ถึงความหนาวที่เคลือบผิวเราเป็นอย่างดีในค่ำคืนนั้น

หากให้คลายหนาวลงไปก็ต้องจัดกันสายปิ้งย่างข้างกองไฟ สายปิ้งไก่ไม่มีพลาด เครื่องปรุงที่แม่บ้านได้หมักเข้าเนื้อไก่ ยามโดนไฟ มันส่งกลิ่นท้าทายลมหนาว ให้อยากจะดึงไม้มารูดเสียทั้งยังดิบ ๆ แบบนั้น ในฟีลหนาว ๆ ยามค่ำคืน ได้ไออุ่น ๆ จากกองไฟ เรียกได้ว่า อารมณ์นี้ ตีมูลค่าไม่ได้เลยจริง ๆ

เคล้าคลอบรรยากาศหนาว ๆ กับสเบียงล้างลิ้นด้วยมันม่วงย่าง ย่างไปกินไป พ่นควันใส่กัน สเบียงที่มีขายดีกันเป็นเทน้ำเทหม้อในค่ำคืนนั้น เพราะสภาพอากาศที่หนาวเหน็บจนขนแขนตั้งตรงมั่นคงแน่วแน่

ต้องบอกว่าเป็นปาร์ตี้ที่สมบูรณ์แบบในค่ำคืนนั้น แต่ละคนต่างก็ปฏิเสธการเข้านอนในราตรีนั้น ด้วยต้องการเสพบรรยากาศกันเต็มที่และที่ขาดไม่ได้ก็คือ กิจกรรมรอบกองไฟ

เอ้า พี่น้องลูกเสือ 🐆โปรดยืนขึ้น

หากจะว่าไปแล้ว แม้ว่าเราจะหนีบเปลือกตาไว้ขนาดไหนก็ตาม ก็ควรเตรียมตุนหลับไว้ซักนิดก็ดี เพราะเมื่อถึงเวลาเช้า จะได้ไม่ออกอาการจนเที่ยวไม่สนุกเสียอีก

ยิ่งตกดึกอากาศก็ยิ่งลดลงไปแบบฮวบฮาบ เพราะฉนั้น ด้วยการเดินทางที่ไม่ลำบาก ขอแนะนำให้เตรียมเครื่องแบบกันหนาวไว้ก็ดี เพราะจากที่จะได้บรรยากาศกลับไป จะได้ป่วยไข้กลับมาแทน

หมดเวลาสนุกแล้วสิ หมดเวลาสนุกแล้วสิ B2 ใช่แล้ว ได้เวลาแยกย้ายเข้าที่พักบ้านใครบ้านมัน เพื่อเตรียมร่างกายไว้รับมือกับวิวจัดเต็มของทุ่งบัวตองในตั้งแต่เช้าของวันรุ่งขึ้น แต่ในรอบ ๆของเราก็ยังคงความคึกคักจากรอบด้านกันตลอดทั้งคืน ไม่ยอมแพ้กันเลยจริง ๆ

ZZZZZZZzzzzzZZZZzzzzzZZZZZzzzzZZZZzzz

🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞🌞

     เมื่อโดนความหนาวเคลือบผิวในทั้งคืน เต๊นท์จึงกลายเป็นเครื่องประดับเท่านั้น จริง ๆ เราก็ได้เตรียมการที่จะไม่นอนกันอยู่แล้ว ส่วนอากาศในตอนเช้าอารมณ์ประมาณเย็นแรกเย็นใจ เย็นถัดไปเย็นกำลังดี ถือว่าสดชื่นเป็นอย่างมาก อุณหภูมิหนาวกำลังดี อยู่ที่ ยี่สิบต้น ๆ ไม่ได้ทรมานร่างกายแต่อย่างใด และแน่นอน ซิกเนเจอร์ของแม่ฮ่องสอนคือ เมืองสามหมอก หมอกสามฤดู อยู่ทุกที่ต้องมีหมอก เช้านี้ เราก็ได้รับการต้อนรับอย่างขาวโพลนไปทั่วบริเวณจุดกางเต๊นท์ในตอนรุ่งเช้า

เอ้า!!!! ดวงอาทิตย์ สกิดขอบฟ้า แล้ว ช้าอยู่ใย ออกไปเก็บตะวันกัลลลลลลล….!!!!!!

และเช้า ๆ แบบนี้ สเบียงแบบที่ง่ายและสะดวกที่สุดก็ต้อง………(เพลงมาาาาาาาาา)

หิวไหม…..ทานอะไรมาหรือยัง….ถ้ายัง….มาม่ากันหน่อยดีไหม (เก่าแต่คลาสสิค นร้าาา 😁😁)

เตรียมความพร้อมของท้องในตอนเช้า เพราะเราจะออกลุยกันยาว ๆ ละนะ

 เมื่อกรอกสเบียงใส่ท้องพอให้ระบบย่อยได้มีงานทำ คราวนี้ก็ต้องเก็บของ เคลียทุกอย่างที่มีในบริเวณนั้นให้เรียบร้อย ในแบบฉบับ ก่อนมาเป็นอย่างไร ตอนกลับต้องดีกว่าเดิม (จะได้ไม่โดนด่าให้จามเล่นตามหลัง)

     ซึ่งก็ต้องทำเวลากันหน่อย เพราะเมื่อแสงแรกมาทักทายแล้ว นั่นหมายถึง ใครช้า อาจจะพลาดทีเด็ดแรก ๆ อย่างหมอกเคลือบดอยในตอนเช้า

ต้องบอกว่านักท่องเที่ยวเริ่มคึกคักกันตั้งแต่ย่ำรุ่งเลยทีเดียว คราวนี้มหกรรมการค้นคว้าหาวิวได้เริ่มขึ้นกัน ตั้งแต่ดวงอาทิตย์เช้าเป่านกหวีด แน่นอน ซึ่งต้องตื่นกันเร็วนิดนึง เนื่องจากพอสาย ๆ อากาศจากที่หนาวกำลังดี จะเริ่มร้อนจนเสื้อผ้าจะทยอยหายไปทีละชิ้น ๆ

ในส่วนของทางขึ้นด้านนึงก็จะมีทางเดินขึ้นไปยังจุดสูง ๆ เพื่อเตรียมไว้ให้กับนักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปกดชัตเตอร์ลงมาโดยมีแบคกราวด้านหลังเป็นดอกบัวตอง อันนี้ผมไม่ได้ไปลองใช้บริการ เพราะไม่แน่ใจว่ามีค่าใช้จ่ายหรือไม่ (นอกจากจะขี้เหนียวแล้ว ก็คิดว่า แค่รอบ ๆ ก็แชะกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว เลยไม่ได้ไปใช้บริการตรงจุดนี้)

หากใครที่ต้องการวิวมุมสูง ก็จะมีทางขึ้นไปให้สำหรับคนที่อยากได้ชอตสวย ๆ แบบทั้งดอย แน่นอนว่า ได้เวลาออกกำลังกายยามเช้ากันแล้ว

ก็จะได้มุมสวย ๆ ไปอีกแบบ

   คราวนี้มาให้คะแนนกันหน่อย

     บรรยากาศ  >>> เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมทีเดียวสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบบรรยากาศในลักษณะแบคกราวเป็นดอกไม้เต็มท้องทุ่ง และแคมปิ้งสังสรรค์กัน ถ้ามีโอกาสต้องมาเช็คอินกันให้ได้ สภาพอากาศเย็นสบาย  อากาศตกดึกค่อนข้างจะหนาวมาก ซึ่งในบางปีที่ผมเคยไปมาก่อน องศาเป็นเลขตัวเดียวเลยทีเดียว ในช่วงเทศกาลก็อาจจะต้องทำใจเรื่องความหนาแน่นเป็นอย่างมากของนักท่องเที่ยว เนื่องจากถือว่าเป็นจุดขายประจำจังหวัดของแต่ละปีเลยทีเดียวสำหรับที่นี่ ซึ่งดอกบัวตองจะเริ่มบานตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน และจะพีคสุดที่ประมาณกลางถึงค่อนไปทางปลายเดือน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่คาดเดาไม่ได้เลยคือ ฝน ด้วยดอกบัวตองพ่ายแพ้แก่ฝนเป็นอย่างมาก หากมีฝนตก ดอกที่เคยสวย ๆ จะออกดำ และคล้ำไปทันที ทำให้ลดความสวยลงไปพอสมควร อันนี้อยู่ที่ดวงเพียว ๆ เลย

การเดินทาง >>> จะเป็นถนนลาดยางตลอดเส้นทาง เนื่องจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม จึงสะดวกในการเดินทาง โดยอาจจะมีทางขึ้นชันเพียงเล็กน้อย พอให้ได้ขยับพวงมาลัยกัน จะมีก็เพียงแต่ความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล ที่อาจต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถพอสมควร

 สิ่งอำนวยความสะดวก >>> ถือว่าการหาอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับการแคมปิ้งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวได้เตรียมตัวกันมาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว และยังมีร้านค้าในบริเวณใกล้ ๆ ให้จับจ่ายใช้สอย กันพอให้ได้กระตุกกระเป๋าเงินกันเลยทีเดียว

หมายเหตุ ; การมาท่องเที่ยวที่นี่ ขอให้คุณมาเพื่อซึบซับบรรยากาศกลับไปให้เต็มที่ ห้ามเด็ดดอกไม้เป็นอันขาด ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวผู้มีมารยาทควรที่จะทำอยู่แล้ว หากเจ้าหน้าที่พบเห็น คุณอาจจะโดนปรับได้  ขอให้เคารพการใช้ธรรมชาติร่วมกับผู้อื่นในจุดนี้ด้วยครับ

  ก็ขอจบการเดินทางด้วยตัวหนังสือของผมในครั้งนี้ ต่อไปผมจะพาไปที่ไหนต่อ มาติดตามกัน ยังไงกดไลค์กดติดตามเพื่อเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ 😁✋

ติดตามอ่านเรื่องราวอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่ 👇👇👇👇


MY Blog

หรือใครที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ช่องทาง >>> เว็บไซต์จังหวัดแม่ฮ่องสอน

One response

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *